Internet of Things คืออะไร ?

Internet of Things หรือ IoT  เริ่มง่ายๆ ใกล้ตัว หันไปทางไหนก็มีแต่อะไร “สมาร์ท” เต็มไปหมด สมาร์ททีวี สมาร์ทแอร์ สมาร์ทวอตช์ หลอดไฟ ตู้เย็นอัจฉริยะ ฯลฯ และทุกอย่างจะคุยกันได้เอง! สะดวกสบาย ใช้ชีวิตแบบไร้รอยต่อ ไม่สะดุด แนวคิดที่นำเสนอไว้ แล้วพบว่ามันไม่มา ไม่เกิดเสียที ความตื่นเต้นนั้นก็แผ่วๆ ลงไป เทคโนโลยีมา แต่ปัญหาในการรับไปใช้ก็เยอะเหลือเกิน ทั้งเรื่องที่ยักษ์ใหญ่วงการไอทีทั้งหลายล้วนพยายามแย่งกันเป็นผู้ครองตลาดเกิดใหม่อนาคตสดใสนี้ ต่างคนต่างผลิตระบบตัวเอง ทำให้ผู้บริโภคงง เพราะตกลงกันไม่ได้เสียทีว่าจะใช้มาตรฐานไหน หรือปัญหายิบย่อยที่มักเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เรื่องความปลอดภัย ความลื่นไหลของระบบเวลาเชื่อมต่อกัน ราคาที่ค่อนข้างสูง ฯลฯ ผลลัพธ์คือทำให้เราสนใจเรื่องนี้น้อยลง ไม่ได้อยากจะไปควานหาข้อมูลให้มันลึกลงไป เพราะรู้สึกว่ายังไกลตัว คงอีกนานกว่า IoT จะเข้ามากลมกลืนกับวิถีชีวิตคนธรรมดาอย่างเรา

ล่าสุดได้มีการจัดงาน IoT Solutions Conference, IoT Roadmap to Digital Thailand มา ข้อมูลและวิสัยทัศน์เชิงลึก จากทั้งฝั่งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคผู้ผลิตเทคโนโลยี และภาคธุรกิจที่เอา IoT ไปใช้จริงๆ แล้ว ทำให้ทราบว่า แม้ในมุมคนนอก เรื่อง IoT จะดูนิ่งๆ แต่ในความเป็นจริง หลายภาคส่วนกำลังพยายามผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม และเรากำลังขยับเข้าใกล้ความเป็นจริง

 

คอนเซปต์ของ Internet of Things แบบง่ายๆ ก่อน เมื่อ IoT สมบูรณ์ สรรพสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้จะสามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกันได้แบบไร้สาย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์ควบคุมอีกต่อไป ทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยตัวของมันเองเป็นระบบ โดยอาศัยหลักการ 4 ขั้นตอน คือ

  • 1. Sense (สัมผัส) : ของทุกชิ้นจะมีเซนเซอร์เล็กๆ ติดอยู่ เพื่อเก็บข้อมูล เช่น เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ วัดความชื้น วัดแรงกด ฯลฯ
  • 2. Store (เก็บ) : ข้อมูลจากเซนเซอร์เหล่านั้นจะถูกรวบรวมเป็นชุดข้อมูล Big Data
  • 3. Analyze (วิเคราะห์) : Big Data ถูกนำไปวิเคราะห์ ตีความ
  • 4. Act (สั่งการ) : ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ สั่งให้เกิดการกระทำ โดยมีชุดคำสั่งรองรับไว้ว่าผลแบบนี้แปลว่าอะไร และต้องทำอย่างไรต่อ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เรานั่งทำงานบนเก้าอี้อัจฉริยะที่มีเซนเซอร์เล็กๆ ฝังอยู่ เซนเซอร์จะเก็บข้อมูลว่าเรานั่งมานานเท่าไรแล้ว นั่งถูกท่าหรือไม่ ถ้าประมวลผลออกมาได้ว่าเรานั่งนานเกินไปแล้วนะ เก้าอี้ก็จะส่งสัญญาณไปบอกเครื่องออกกำลังกายให้เปิดทำงาน ส่งเสียงมาเรียกเรา พร้อมกับเปิดแอร์ห้องออกกำลังกายให้เราด้วย เป็นต้น หรืออย่างการนำ IoT ไปใช้ในภาคการเกษตร เป็นระบบ Smart Farming มีเซนเซอร์วัดความชื้นของดิน เมื่อน้ำเริ่มแห้ง ระบบก็จะส่งสัญญาณไปให้ก๊อกน้ำทำงาน และหยุดเมื่อได้ปริมาณที่เหมาะสมแล้ว เป็นต้น มีบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ และพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงๆ สิ่งนี้ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างแม่นยำ ทรัพยากรทุกอย่างถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จาก IoT เท่านั้น ต่อไป Internet of Things จะเปลี่ยนชีวิตของเราไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน ทุกรายละเอียดยิบย่อยตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในระดับความเร็วแบบทวีคูณ (Exponential Growth) ตอนนี้เทคโนโลยีพร้อมแล้ว ภาครัฐ ภาคการศึกษาพร้อมสนับสนุนเรื่องนี้แล้ว ปัญหาหลักๆ ตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ IoT เข้าถึงคนหมู่มาก ทั้งด้านความรู้ และการสนับสนุนเงินทุนซื้อเทคโนโลยี ศึกษาก่อน ย่อมได้เปรียบกว่า มาเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

แหล่งข่าวอ้างอิง : https://www.thairath.co.th/news/tech/737332